โครงการ Talent Mobility


โครงการส่งเสริมบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมจากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยของภาครัฐไปปฏิบัติงานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในภาคเอกชน (Talent Mobility)

ความท้าทายหลักในการขับเคลื่อนประเทศไทยก้าวสู่กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอย่างยั่งยืนและทั่วถึงตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีและเป้าหมายประเทศไทย 4.0 คือการสนับสนุนการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศ (National Innovation Ecosystem) และการเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศไปเป็นรูปแบบเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม (Innovation-Based Economy) ซึ่งปัจจัยสำคัญในการมุ่งสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรมก็คือการพัฒนาบุคลากรวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ให้มีคุณภาพสูงและเพียงพอ นำไปสู่การยกระดับความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการริเริ่มสร้างนวัตกรรม รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของภาคเอกชน ซึ่งภาคเอกชนนั้นถือเป็นกำลังสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว จำเป็นต้องใช้บุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) เป็นจำนวนมาก แต่เนื่องจากบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนา มีการกระจุกตัวในมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยภาครัฐมากถึงร้อยละ 70 ของบุคลากร วทน. ทั้งหมดของประเทศ ดังนั้นเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรวิจัยในภาคเอกชน จึงมีการส่งเสริมการเคลื่อนย้ายบุคลากรวิจัยภาครัฐไปปฏิบัติงานในภาคอุตสาหกรรม เพื่อนำศักยภาพของบุคลากร วทน. จากภาครัฐมาช่วยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมของภาคเอกชนอย่างเป็นรูปธรรมให้สามารถแข่งขันได้ในสากล

มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2558 เห็นชอบนโยบายส่งเสริมบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมจากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยของภาครัฐไปปฏิบัติงานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในภาคเอกชน (Talent Mobility) และมอบหมายให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในปัจจุบัน โดย สวทน. หรือ สอวช. ในปัจจุบัน ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ผลักดันการดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด

การดำเนินการ/ผลการดำเนินงาน

ปัจจุบัน สอวช. ได้ดำเนินการร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายของ อว. ซึ่งได้รับความสนใจจาก SME จำนวนมาก จากผลการดำเนินงานของโครงการ Talent Mobility ตั่งแต่ปี 2556 จนถึงปัจจุบัน มีบุคลากรวิจัยไปปฏิบัติงานในสถานประกอบการแล้วกว่า 1,560 คน ร่วมวิจัยพัฒนากับ 349 บริษัท ส่งผลให้บริษัทที่เข้าร่วมโครงการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนวิจัยและพัฒนามากถึง 70% ในปี 2561 โดยมุ่งเน้นการวิจัยพัฒนาในสาขายุทธศาสตร์ของประเทศ อาทิ เกษตรและอาหาร ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ในอุตสาหกรรม สุขภาพและการแพทย์ โลจิสติกส์และการท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

  • สร้างความเชื่อมโยงที่เข้มแข็งระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคเอกชน (University – Industry Linkage) การเคลื่อนย้ายบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยของภาครัฐไปร่วมทำวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมกับภาคเอกชน และสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่ซึ่งปัจจุบันยังเป็นนิสิตนักศึกษา รวมถึงการเสริมสร้างศักยภาพนักวิจัยของสถานประกอบการด้วยการเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว
  • สร้างระบบ Clearing House ขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกในการเชื่อมโยงบุคลากรของภาครัฐไปปฏิบัติงานในภาคเอกชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยปัจจุบันมีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในการจัดตั้งศูนย์อำนวยความสะดวก (Clearing House) จำนวน 4 แห่งกระจายทั่วประเทศ ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (ภาคกลาง) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (ภาคเหนือ) มหาวิทยาลัยขอนแก่น (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ภาคใต้) นอกจากนี้ยังมีการขยายความร่วมมือกับ 17 มหาวิทยาลัยและ 8 หน่วยงานภาครัฐ ในการบูรณาการขับเคลื่อนโครงการดังกล่าว เพื่อสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมในแต่ละภูมิภาคส่งผลให้การดำเนินงานของโครงการ Talent Mobility เกิดความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น อีกทั้ง สอวช. ได้จัดทำระบบฐานข้อมูลความต้องการบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมของสถานประกอบการ และฐานข้อมูลผู้เชี่ยวชาญในมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยของภาครัฐ เพื่อใช้สืบค้นและจับคู่ (Talent Mobility Database) นักวิจัยและสถานประกอบการเพื่อให้การดำเนินโครงการเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด
  •  จัดทำโครงการถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์จากนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการออกปฏิบัติงานร่วมกับสถานประกอบการ (Mentor) ให้แก่ผู้เชี่ยวชาญอุตสาหกรรมรุ่นใหม่ (New Talents) ซึ่งมุ่งเน้นการถอดบทเรียนจากการปฏิบัติงานในสถานประกอบการของผู้เชี่ยวชาญอุตสาหกรรมรุ่นใหม่ ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญรุ่นพี่ที่มีประสบการณ์วิจัยพัฒนาร่วมกับภาคเอกชน (Mentor) โดยจะแบ่งการถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์เป็น 2 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1 การอบรมองค์ความรู้พื้นฐานเรื่องการแก้ปัญหาเชิงเทคนิค การแก้ปัญหาเชิงเทคโนโลยี การบริหารจัดการเทคโนโลยีในโรงงานอุตสาหกรรม และการสร้างมาตรฐานสินค้าและโรงงาน สำหรับนักวิจัยที่สนใจ รวมถึงบุคลากรที่เป็นตัวแทนจากสถานประกอบการ

ระยะที่ 2 การออกไปปฏิบัติงานในสถานประกอบการของนักวิจัยที่ผ่านการอบรมและมีศักยภาพที่จะทำงานในสถานประกอบการภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญรุ่นพี่ที่มีประสบการณ์วิจัยพัฒนาร่วมกับภาคเอกชน (Mentor)

โดยกลุ่มอุตสาหกรรมนำร่องนั้นจะทำการคัดเลือกจากกลุ่มอุตสาหกรรมที่ต้องการองค์ความรู้ในด้านเทคโนโลยีวัสดุศาสตร์ เทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม ชีววิทยาและสมุนไพร ซึ่งเป็นเทคโนโลยีหลัก (Key Technologies) ที่มีขีดความสามารถในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย อีกทั้งมีความต้องการนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก โดยมุ่งหวังให้กิจกรรมนำร่องนี้เป็นต้นแบบในการถ่ายทอดองค์ความรู้ทางด้านการจัดการแก้ปัญหาทางเทคนิค การแก้ปัญหาทางเทคโนโลยี การสร้างมาตรฐานสินค้าและโรงงาน การใช้เทคโนโลยี 4.0 ในระบบบริหารจัดการ ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่เหมาะสมกับกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) เพื่อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพและเพิ่มจำนวนผู้เชี่ยวชาญอุตสาหกรรมรุ่นใหม่ (New Talents) ให้เพียงพอต่อความต้องการของภาคเอกชน เกิดเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคมหาวิทยาลัยและสถานประกอบการ รวมถึงการนำองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้อย่างยั่งยืน โดยจัดกิจกรรมอบรมเชิงปฎิบัติการซึ่งมีผู้เข้าร่วมจำนวน 504 คน จากสถาบันอุดมศึกษาและสถานประกอบการ รวมถึงพัฒนาผู้เชี่ยวชาญอุตสาหกรรมรุ่นใหม่จำนวน 37 คน ผ่านการปฏิบัติงานในสถานประกอบการจำนวน 12 แห่ง

  • จัดทำโครงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอุตสาหกรรมอาหารอย่างยั่งยืน ด้วยการพัฒนาบุคลากรเฉพาะทางและการถ่ายโอนความรู้ข้ามพรมแดน (Sustainable Economy Driving of Food Industry by Specialized Personnel Development and Cross Border Knowledge Transfer) เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและส่งเสริมการเร่งพัฒนากำลังคนด้านวิจัยและพัฒนาของอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมเกษตรให้เกิดความยั่งยืน ผ่านการถ่ายโอนความรู้เชิงลึกและนวัตกรรมขั้นสูงจากผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศมาถ่ายทอดสู่ภาคอุตสาหกรรมไทย เพื่อให้มีองค์ความรู้เชิงลึกหรือเทคโนโลยีขั้นสูงเกี่ยวกับด้านอุตสาหกรรมอาหารจากผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ และเกิดการถ่ายโอนองค์ความรู้ดังกล่าวสู่ภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องและนักวิจัยในภาคการศึกษา รวมถึงเอกชนสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปใช้ในการวิจัยและพัฒนาสินค้าอาหารที่มีนวัตกรรมสูงขึ้น สามารถขจัดอุปสรรคทางการค้าจากการกีดกันด้านมาตรฐานสินค้า และนำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมอาหารให้สามารถแข่งขันในระดับโลกได้

ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ

  • ส่งเสริมให้มีการลงทุนทำวิจัยและพัฒนาเพิ่มขึ้นในภาคเอกชน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในภาคเอกชน
  • สร้างเครือข่ายความร่วมมือให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่างเข้มแข็งระหว่างสถาบันอุดมศึกษา และภาคเอกชน ซึ่งจะนำไปสู่การร่วมมือกันด้านการวิจัยและพัฒนา การพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน

การสร้างกำลังคน และมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการดำเนินโครงการ Talent Mobility เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ด้าน วทน. อย่างยั่งยืน สร้างอาชีพนักวิจัยและบรรเทาปัญหาการขาดแคลนบุคลากรด้าน วทน. ในภาคเอกชน

รายละเอียดเพิ่มเติม : http://talentmobility.or.th/en/